นาฬิกาชีวิต: ช่วงเวลาไหนร่างกายทำกิจกรรมอะไร

นาฬิกาชีวิต: ช่วงเวลาไหนร่างกายทำกิจกรรมอะไร

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2017 - 08:25

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ร่างกายของเรานั้นมีระบบการทำงานตามเวลา ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น นั่นก็คือ เราก็มี นาฬิกาชีวะ เหมือนกันนั่นเอง และเพราะว่าเราพึ่งนาฬิกาที่พบเห็นกันทั่วไปกันมากกว่า ทำให้เรามองข้ามมันไป แต่รู้หรือไม่ว่า มันส่งผลเสียต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ โดยรวม

นี่ก็ปีใหม่แล้ว ถ้าใครสามารถปรับเวลาการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามหลักของนาฬิกาคงจะช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างแน่นอน งั้นมาดูกันดีกว่าว่าในแต่ละช่วงเวลาควรจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง

05:00 - 07:00 เวลาของลำไส้ใหญ่

ตื่น + ถ่าย = กระปรี่กระเปร่า: เมื่อตื่นนอนแล้วให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย และควรถ่ายเป็นเวลาเดิม ๆ ประจำ ๆ เพื่อให้ร่างกายได้คุ้นชิน หากเราไม่ขับถ่ายร่างกายจะดูดของเสียกลับเข้าไปทำให้ไม่สบายเนื้อสบายตัว เป็นสิว เป็นหวัด ผิวพรรณไม่แจ่มใส เสี่ยงต่อริดสีดวงทวาร แล้วรู้สึกแน่นท้องอีกด้วย

สังเกตง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งคือ หากยังไม่ถ่าย สัมผัสผิวจะอุ่น ๆ เมื่อถ่ายเสร็จแล้วผิวเราจะเย็นลง

กบในห้องน้ำ

07:00 - 09:00 เวลาของกระเพาะอาหาร

อาหารเช้าจำเป็นอย่างยิ่ง: ช่วงที่หลับร่างกายอดอาหารมายาวนาน เมื่อตื่นขึ้นมาร่างกายต้องการพลังงานอย่างมาก การรับประทานอาหารเช้าจึงจำเป็น เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน และสารอาหารอย่างเพียงพอ ที่จะทำไปใช้ตลอดทั้งวัน

หากไม่รับประทานอาหารเช้า ร่างกายจะดึงพลังงานสำรอง อย่างไขมันมาใช้ และเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป มันจะนำไปเก็บในรูปไขมัน เพราะกลัวความอดยาก ทำให้เราอ้วน ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำ ทำให้เรารู้สึกหิวตลอดเวลา และยังมีผลต่อสมองทำให้คิดช้า ตัดสินใจช้า แก่เร็วอีกต่างหาก

อาหารเช้า

09:00 - 11:00 เวลาของม้าม และตับอ่อน

ทำงาน/ทำกิจกรรมได้ผลดี: ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายตื่นตัว พร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ มากที่สุด และยังเป็นช่วงเวลาที่ม้าม และตับอ่อนดูดซึมสารอาหารจากอาหารเช้า และนำสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้สมองทำงานได้อีกด้วย

ม้ามนั้น เป็นอวัยวะที่สร้างภูมิต้านทาน กำจัดเชื้อโรค กำจัดเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมสภาพ และสร้างน้ำเหลือง จึงเป็นอวัยวะสำคัญอีกอวัยวะหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนตับอ่อน จะผลิตเอมไซม์ช่วยย่อยในลำไส้เล็ก ฮอร์โมนควบคุมน้ำตาลในเลือด

หากช่วงนี้เรายังไม่ตื่น จะทำให้ร่างกายไม่มีแรง ไม่สดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมา

สาวพม่าทอเสื่อ

11:00 - 13:00 เวลาของหัวใจ

ผ่อนคลายด้วยการนั่งทานข้าวเที่ยงแบบชิลล์ ๆ: เมื่อย่อยอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่หัวใจจะต้องพาสารอาหารไปเลี้ยงให้ทั่วร่างกาย ความเครียดทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ ดังนั้นช่วงนี้ผ่อนคลายเข้าไว้ จะช่วยถนุถนอมหัวใจได้

แล้วอย่าลืมทานมื้อเที่ยงด้วยล่ะ แต่มื้อเที่ยงเนี่ย ควรจะน้อยกว่ามื้อเช้าด้วยนะ เพราะถ้าทานมากไป ช่วงบ่าย ๆ อาจจะง่วง ทำงานได้ไม่เต็มที่จะโดนเจ้านายดุเอาได้

พาสตาชีส

13:00 - 15:00 เวลาของลำไส้เล็ก

งดอาหารช่วงบ่าย: เพื่อให้ลำไส้เล็กได้ดูดซึมสารอาหาร วิตามินซี วิตามินบี โปรตีน สร้างกรดอะมิโนต่าง ๆ ได้เต็มที่ โดยกรดอะมิโนเหล่านี้จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยเรื่องความจำ หากทานอาหารเที่ยงไม่เพียงพอจะทำให้หิวซึ่งทรมานมาก

และหากทานจุบจิบในช่วงนี้ ก็จะกลายเป็นไขมันสะสม เพราะเพิ่งทานมื้อเที่ยงไปไม่นานเอง

เซ็ตน้ำชายามบ่าย

15:00 - 17:00 เวลาของกระเพาะปัสสาวะ

ดื่มน้ำบ่อย ๆ และออกกำลังกาย: หากใครไม่ค่อยดื่มน้ำ ในช่วงเวลานี้มักจะรู้สึกปวดปัสาวะเนื่องจากกระเพาะปัสสาวะเก็บสะสมปัสสาวะมาทั้งวัน แต่หากใครดื่มน้ำบ่อย ก็คงปวดปัสสาวะไปก่อนหน้านี้ และคงฉี่ไปหลายรอบแล้ว ไม่ว่าคุณจะดื่มน้ำน้อย หรือมาก ยังไงเสียก็ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะเสี่ยงต่อโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และนิ่ว ซึ่งปวดทรมาณมาก นอกจากนี้ อาจจะทำให้ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย

และช่วงนี้ก็เป็นอีกช่วงที่เหมาะแก่การออกกำลังกาย เพราะร่างกายมีพลังงานเต็มเปี่ยม อากาศก็ไม่ร้อนจนเกินไป การออกกำลังกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ระบบขับของเสียทำงานได้ดีขึ้น ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไป ทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้นด้วย

ระหว่างออกกำลังกาย ร่างกายจะสูญเสียน้ำเยอะ ควรดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายสัก 30 นาที แล้วจิบบ่อย ๆ ทุก 15 - 20 นาที เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ

วิ่งยามเย็น

17:00 - 19:00 เวลาของไต

ออกกำลังเบา ๆ ช่วยให้สดชื่น: ถ้าช่วงเย็นไม่ได้ออกกำลังกายหนัก ๆ มาออกกำลังกายเบา ๆ อย่างทำงานบ้าน หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น กระตุ้นการทำงานของไต ซึ่งทำหน้าที่ขับของเสีย และรักษาสมดุลของร่างกาย และช่วยให้เราหลับง่ายขึ้นด้วย

ที่สำคัญอย่าลืมรับประทานอาหารเย็นนะ แต่ควรเป็นมื้อเล็ก ๆ ปริมาณน้อยกว่ามื้ออื่น ๆ เพราะร่างกายไม่ต้องการพลังงานเยอะในช่วงนอนหลับ แต่เพื่อไม่ให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะอดอาหาร ซึ่งจะนำมาสู่การสะสมไขมัน แล้วทำให้อ้วนนั่นเอง

แซลมอนซอสมะนาว

19:00 - 21:00 เวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ

ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย สงบ ด้วยการสวดมนต์ ทำสมาธิ: เป็นการเตรียมตัวเข้านอน ดังนั้นไม่ควรทำกิจกรรมหนัก ๆ เช่นออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการกระตุ้นระบบกล้ามเนื้อ และไหลเวียนโลหิต ทำให้ร่างกายตื่นตัวไปอีกหลายชั่วโมง หรือทานอาหารปริมาณเยอะ ๆ เพราะจะทำให้อึดอัดนอนไม่หลับ

เยื่อหุ้มหัวใจเป็นส่วนประกอบของหัวใจ ที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต เราจึงยกช่วงเวลานี้ให้แก่เยื่อหุ้มหัวใจ

นั่งสมาธิ

21:00 - 23:00 เวลาการทำงานของระบบอุณหภูมิในร่างกาย

ได้เวลานอนแล้ว: ทำร่างกายให้อบอุ่น ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงนี้ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ถ้าจะอาบน้ำ ควรเป็นน้ำอุ่น จะได้หลับง่าย และหลับสบาย เป็นช่วงเวลาที่ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย พร้อมปรับสมดุลในร่างกาย อุณหภูมิในร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง และเริ่มหลั่งเมลาโทนิน จึงควรนอนหลับพักผ่อนได้แล้ว

แต่ก่อนนอนอย่าลืมจิบน้ำนิดหน่อยก่อนนอน หรือไม่ก็นมอุ่น ๆ สักแก้ว แค่นี้ก็หลับสบายถึงเช้าแล้ว

อาบน้ำกลางป่า

23:00 - 01:00 เวลาของถุงน้ำดี

ที่ให้จิบน้ำก่อนนอน เพราะในช่วงหลับ ร่างกายยังต้องการน้ำ เมื่อขาดน้ำ ร่างกายจะดึงน้ำจากแหล่งสำรองน้ำต่าง ๆ ไปใช้ หนึ่งในนั้นคือถุงน้ำดี เมื่อขาดน้ำ ทำให้น้ำดีข้นขึ้น ส่งผลให้เหงือกบวม นอนไม่หลับ ปวดฟัน สายตาเสื่อมได้

นม

01:00 - 03:00 เวลาของตับ

หลับให้สนิท: แม้ว่าเราจะหลับ แต่ร่างกายยังทำงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อเลือดไหลเวียนมาที่ตับ ตับจะช่วยฆ่าเชื้อโรค พร้อมเก็บสะสมเลือด และน้ำตาล ตับจะหลั่งฮอร์โมนเพื่อความควบคุมระดับน้ำตาล หากช่วงนี้เรานอนไม่หลับ จะทำให้เลือดในตับน้อย ตอนเช้าจะเวียนหัว อ่อนเพลีย ความดันต่ำ รู้สึกหงุดหงิด

ตับยังทำหน้าที่อีกอย่างที่หลายคนไม่ค่อยรู้ คือ ดูแลผม ขน และเล็บให้สวยงาม

ช่วงเวลานี้ไม่ควรรับประทานอาหาร เพราะทำให้ตับหลั่งน้ำย่อย แทนที่จะทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

หลับในอ้อมกอดผ้า

03:00 - 05:00 เวลาของปอด

รับอาการให้เต็มปอด: ใครอยากหน้าใสเด้ง ต้องตื่นช่วงนี้ แล้วออกไปรับอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด อากาศดี ๆ ช่วยให้ปอดทำงานได้เต็มที่ เลือดมีออกซิเจนเพียงพอไปส่งให้เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายโดยเฉพาะสมอง ทำให้เรารู้สึกสดชื่นกระปรี่กระเปร่า

ตื่นนอนยามเช้า

สรุป

อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายนั้นมีบางช่วงที่ทำงานหนัก และบางช่วงที่ทำงานน้อย แต่มันก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา การพักผ่อน ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป รวมทั้งการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่ทำให้ร่างกายของเราทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับคนที่ต้องเข้างานเป็นกะ หรือเวลาทำงานไม่ปกติทั่วไป อาจจะทำไม่ได้ดั่งที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่อยากให้พักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกรับประทานอาหารให้เป็นประโยชน์ ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ ตื่นนอนมาก็รับประทานอาหารเยอะ ๆ แล้วลดลงในช่วงก่อนนอน รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายบ้างเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

ที่สำคัญคือ ต้องทำเป็นประจำต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ ๆ นั่นเอง

ที่มา: คุณพรพิมล นิลพัฒน์ - วรสารประกันสังคม ปีที่ 22 ฉบับที่ 9 เดือนพฤศจิกายน 2559 (ISBN: 1686-7483)

ขอแนะนำ

ผ่อนคลายได้เองแม้อยู่ที่บ้าน ด้วยน้ำมันหอมระเหย

ผ่อนคลายได้เองแม้อยู่ที่บ้าน ด้วยน้ำมันหอมระเหย

รู้หรือไม่ การผ่อนคลายร่างกาย จิตใจทำให้สุขภาพดีข…

5 ท่าโยคะลดหน้าท้องแบบง่าย ๆ

5 ท่าโยคะลดหน้าท้องแบบง่าย ๆ

ปัญหาพุงยื่นหน้าท้องโตจัดเป็นปัญหาระดับชาติของสาว…

น้ำดีท็อกซ์ล้างลําไส้ ทำติดกัน 3 วัน น้ำหนักลด พุงยุบ

น้ำดีท็อกซ์ล้างลําไส้ ทำติดกัน 3 วัน น้ำหนักลด พุงยุบ

การดีท็อกซ์ลำไส้ เดี๋ยวนี้ไม่จำป็นต้องไปถึงโรงพยา…

วิธีคลายเครียดได้ง่าย ๆ ในแบบประหยัด

วิธีคลายเครียดได้ง่าย ๆ ในแบบประหยัด

ความเครียดนั้นมีทั้งในผู้คนในสังคม ซึ่งนับวันจะทว…